โพลล์

คิดว่าเรื่องนี้พอใช้ได้รึเปล่า?

โอเค
19 (55.9%)
พอประมาณ
4 (11.8%)
ไม่ดีเลย T^T
3 (8.8%)
ดีแล้วหล่ะ
8 (23.5%)

จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 27

ปิดการโหวต: กันยายน 23, 2012, 00:02:13

ผู้เขียน หัวข้อ: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]  (อ่าน 27472 ครั้ง)

Why?

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,409
  • อั๊ยย๊ะ!
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: มกราคม 29, 2012, 10:43:54 »
NEVER ENDING
ASURA CITY





Chapter 7 : นายกองเขี้ยวทมิฬกับบุคคลปริศนา [30%]




“ข้าไม่แน่ใจ อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้” 


“ถ้าอย่างงั้นก็ซุ่มดูไปก่อนก็แล้วกัน”



หัวหน้าสมาคมทั้งสองจับดูการกระทำของบุคคลแปลกหน้าจากหลังต้นไม้ใหญ่ เขาสวมผ้าคลุมสีดำรูปร่างสูงใหญ่ บนใบหน้าสวมหน้ากากตัวตลกปิดบังเอาไว้



“มันทำอะไรของมันน่ะเมย่า”


“แล้วข้าจะไปรู้มั๊ยเนี่ย...จะว่าไปก็ได้ยินเสียงท่องคาถาอะไรตั้งนานแล้วนะ”


“คาถาสาววันสาวคืนรึเปล่าน่ะ”


“คาถาแบบนั้นมันมีที่ไหนกันเล่า เจ้าบ้ารึเปล่าไซเฟอร์”


“เอ๊า! ก็พูดเผื่อไว้ก่อนไง...เฮ้ๆเมย่านั่นมันนายกองเขี้ยวทมิฬนี่ รู้จักกับเจ้าหน้ากากตัวตลกด้วยงั้นหรอ”


“นั่นสิ ข้าว่ามันแปลกๆแล้วนะ...ไซเฟอร์!ระวังข้างหลัง”



ฟิ้ว ฉึบ!

มีดสั้นปักเข้ากลางหัวของทหารแตกทัพเขี้ยวทมิฬ ส่งผลให้แขกไม่ได้รับเชิญล้มตึงไปข้างหลังอย่างแรง


“ขอบคุณเมย่า” คนถูกช่วยไว้เอ่ยขึ้นหลังจากที่เฉียดตายไปเมื่อครู่


“ขอบคุณตอนนี้มันยังเร็วไป...ข้าว่าเจ้าคงต้องขอบคุณข้าอีกเยอะ ดูโน่น!” เจ้าของดาบเล่มใหญ่หันหน้าไปตามที่เมย่าพยักพเยิดหน้าไป


“โอ้โหเฮะ! คิดจะรุมหรอพวก งั้นก็เข้าม...”


“ไซเฟอร์! เจ้าคนชุดดำหายไปแล้ว”
เจ้าของชื่อหันกลับไปมองที่ที่ชายชุดดำอยู่ ก็พบแต่ความว่างเปล่า


'รู้ตัวแล้วหรอ ชิ พลาดจนได้'


“โถ่เว๊ย!...ช่างมันก่อนเถอะมาจัดการพวกที่อยู่ตรงหน้าจะดีกว่า”


“กรร~”


“เห่าอยู่นั่นแหล่ะ เข้ามา”



สิ้นเสียงของไซเฟอร์ ทหารแตกทัพเขี้ยวทมิฬก็พุ่งกระโจนเข้ามาไม่ขาดสาย


“ตวัดดาบทำลาย” ดาบเล่มใหญ่ถูกตวัดไปรอบทิศ พร้อมๆกับที่ศัตรูลอยกระเด็นไปรอบทิศเช่นเดียวกันและเพียงพริบตาเดียวผู้ถูกฟันก็สลายไป


“พุ่งแทง” สกิลประจำตัวของนักฆ่าที่ว่ากันว่าไม่มีใครรอดไปได้ มีดสั้นที่พุ่งไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็วและไม่มีพลาดเป้า


ฉึบ! โครม!

ฉัวะ! เคร้ง!



“อ๊าก กรร” แม้จำนวนจะน้อยกว่าศัตรูมากแต่ก็ไม่ได้ทำให้สองหัวหน้าสมาคมเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย


“ฟู่วววววว~ หมดสักที” ไซเฟอร์ถอนหายใจยาวพร้อมๆกับพี่เอาดาบเล่มใหญ่พาดไว้บนไหล่


“แต่น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าเจ้าคนชุดดำนั่นเป็นใคร...กลับกันเถอะไซเฟอร์” ไซเฟอร์พยักหน้าก่อนจะเดินนำหน้าออกไป


“ว่าแต่เมย่า” คนเดินนำหน้าหันหลังกลับมาถาม


“หือ?”


“ไปทางไหนต่ออ่ะ! ข้าไปไม่ถูก”


“แล้ว...จะเดินนำหน้าทำเพื่อ?”








Time : 10.43   [29/01/55]

ขออนุญาติลงก่อน 30% นะค๊าบ >o<
No matter what happens
Even when discusse on me now down
I promise you
That I'll never let you go


Why?

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,409
  • อั๊ยย๊ะ!
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2012, 23:25:27 »
NEVER ENDING
ASURA CITY





Chapter 8 : นายกองเขี้ยวทมิฬกับบุคคลปริศนา [100%]




“ข้าไม่แน่ใจ อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้” 


“ถ้าอย่างงั้นก็ซุ่มดูไปก่อนก็แล้วกัน”



หัวหน้าสมาคมทั้งสองจับดูการกระทำของบุคคลแปลกหน้าจากหลังต้นไม้ใหญ่ เขาสวมผ้าคลุมสีดำรูปร่างสูงใหญ่ บนใบหน้าสวมหน้ากากตัวตลกปิดบังเอาไว้



“มันทำอะไรของมันน่ะเมย่า”


“แล้วข้าจะไปรู้มั๊ยเนี่ย...จะว่าไปก็ได้ยินเสียงท่องคาถาอะไรตั้งนานแล้วนะ”


“คาถาสาววันสาวคืนรึเปล่าน่ะ”


“คาถาแบบนั้นมันมีที่ไหนกันเล่า เจ้าบ้ารึเปล่าไซเฟอร์”


“เอ๊า! ก็พูดเผื่อไว้ก่อนไง...เฮ้ๆเมย่านั่นมันนายกองเขี้ยวทมิฬนี่ รู้จักกับเจ้าหน้ากากตัวตลกด้วยงั้นหรอ”


“นั่นสิ ข้าว่ามันแปลกๆแล้วนะ...ไซเฟอร์!ระวังข้างหลัง”



ฟิ้ว ฉึบ!

มีดสั้นปักเข้ากลางหัวของทหารแตกทัพเขี้ยวทมิฬ ส่งผลให้แขกไม่ได้รับเชิญล้มตึงไปข้างหลังอย่างแรง


“ขอบคุณเมย่า” คนถูกช่วยไว้เอ่ยขึ้นหลังจากที่เฉียดตายไปเมื่อครู่


“ขอบคุณตอนนี้มันยังเร็วไป...ข้าว่าเจ้าคงต้องขอบคุณข้าอีกเยอะ ดูโน่น!” เจ้าของดาบเล่มใหญ่หันหน้าไปตามที่เมย่าพยักพเยิดหน้าไป


“โอ้โหเฮะ! คิดจะรุมหรอพวก งั้นก็เข้าม...”


“ไซเฟอร์! เจ้าคนชุดดำหายไปแล้ว”
เจ้าของชื่อหันกลับไปมองที่ที่ชายชุดดำอยู่ ก็พบแต่ความว่างเปล่า


'รู้ตัวแล้วหรอ ชิ พลาดจนได้'


“โถ่เว๊ย!...ช่างมันก่อนเถอะมาจัดการพวกที่อยู่ตรงหน้าจะดีกว่า”


“กรร~”


“เห่าอยู่นั่นแหล่ะ เข้ามา”



สิ้นเสียงของไซเฟอร์ ทหารแตกทัพเขี้ยวทมิฬก็พุ่งกระโจนเข้ามาไม่ขาดสาย


“ตวัดดาบทำลาย” ดาบเล่มใหญ่ถูกตวัดไปรอบทิศ พร้อมๆกับที่ศัตรูลอยกระเด็นไปรอบทิศเช่นเดียวกันและเพียงพริบตาเดียวผู้ถูกฟันก็สลายไป


“พุ่งแทง” สกิลประจำตัวของนักฆ่าที่ว่ากันว่าไม่มีใครรอดไปได้ มีดสั้นที่พุ่งไปยังเป้าหมายอย่างรวดเร็วและไม่มีพลาดเป้า


ฉึบ! โครม!

ฉัวะ! เคร้ง!



“อ๊าก กรร” แม้จำนวนจะน้อยกว่าศัตรูมากแต่ก็ไม่ได้ทำให้สองหัวหน้าสมาคมเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย


“ฟู่วววววว~ หมดสักที” ไซเฟอร์ถอนหายใจยาวพร้อมๆกับพี่เอาดาบเล่มใหญ่พาดไว้บนไหล่


“แต่น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าเจ้าคนชุดดำนั่นเป็นใคร...กลับกันเถอะไซเฟอร์” ไซเฟอร์พยักหน้าก่อนจะเดินนำหน้าออกไป


“ว่าแต่เมย่า” คนเดินนำหน้าหันหลังกลับมาถาม


“หือ?”


“ไปทางไหนต่ออ่ะ! ข้าไปไม่ถูก”


“แล้ว...จะเดินนำหน้าทำเพื่อ?”









อีกด้านหนึ่ง



“เฮ้อ! เมื่อไหร่สองคนนั้นจะมาสักที ข้ารอจนเมื่อยแล้วนะ”


“เจ้าอย่าบ่นนักเลยน่าเรน่า”


“ก็ข้าเมื่อยนี่”
วอร์ลอคสาวสวยบ่นพร้อมกับทุบขาตัวเองไปด้วย


“ข้าว่าบางทีสองคนนั้นอาจจะหลงทางอยู่ก็ได้นะ”


“ข้าก็คิดอย่างงั้นเหมือนกันนอร์ธวินเดล จะกลับเข้าไปตามหามั๊ย?”


“อย่าดีกว่า คลาดกันมันจะยุ่งไปใหญ่ รออีกสักพักถ้าพวกนั้นไม่กลับมาข้าจะออกไปตามหาเอง”
  ทุกคนพยักหน้ารับเมื่อสื้นเสียงอังเดร


   รอเพียงไม่นานเสียงเจื้อยแจ้วที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น


“เฮ้! ทู้กกกกโค้นนนน ข้ากลับมาแล้ว” เสียงที่ลอยมาก่อนหน้าเจ้าของทำเอาทุกคนถึงกับโล่งใจอยู่ไม่น้อย


“เจ้ามาช้า ต้องทำงานให้ข้ารู้มั๊ย” เซรีนเอ่ยแซวผู้มาทีหลังด้วยทีเล่นทีจริง


“ข้าก็อยากช่วยเจ้านะเซรีน แต่ข้านัดกับสาวๆเอาไว้น่ะสิ ไม่ไปตามนัดเดี๋ยวสาวๆก็นอนร้องไห้กันพอดี”


“จ้าพ่อคนเสน่ห์แรง”


“เห็นมั๊ย เจ้ายังว่าข้าเสน่ห์แรงเลย”


“ประชดย่ะ ข้าประชด”






ณ เซาท์เทิร์นไชร์

ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เสียงจิ้งหรีดเรไรก็ร้องดังระงม แข่งกับเสียงเซงแซ่ในเมืองหลวงแห่งนี้  ที่นี่แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่เงียบเลยแม้แต่น้อย


“ขอบคุณมากนะทุกคน วันนี้พอแค่นี้ก่อน แยกย้ายกันกลับได้” สิ้นเสียงอังเดรหัวหน้าสมาคมทั้งหลายก็พยักหน้ารับ พร้อมๆกับเดินไปขึ้นรถไฟกลับ จะเหลือก็แต่ อังเดร เฮียโจ และอากัสซี ที่กำลังจะกลับเช่นเดียวกัน


“อังเดร!” เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก คนที่เรียกเขาไว้ทำเอาเขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย


“ไซเฟอร์ เจ้ายังไม่กลับไปอีกหรอ แล้วมีอะไรรึเปล่า”


“คือข้าเจอคนแปลกๆ” อังเดรขมวดคิ้ว “มันใส่ชุดคลุมสีดำ สวมหน้ากากตัวตลกปิดหน้าเอาไว้”


“ที่ไหน”


“ในป่าวินเดิ้ลวูด ข้าเห็นมันคุยกับนายกองเขี้ยวทมิฬ แต่คุยกันว่าอะไรข้าไม่ได้ยิน”
คำบอกเล่าของไซเฟอร์ทำเอาอังเดรและเฮียโจต่างมองหน้ากัน   นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนมารายงานเรื่องชายชุดดำ


“ข้าไม่รู้ว่าเจ้านั้นเป็นใคร แต่คิดว่ามาบอกเจ้าไว้ก่อนเผื่อมันเป็นคนไม่ดีน่ะ ข้าไปล่ะ ฮ้าวววง่วงชะมัดเลย”


“ขอบใจเจ้ามาก แล้วเจอกัน”






เมื่อหัวหน้าสมาคมเบลดมาสเตอร์เดินไปจนลับตา อังเดรและเฮียโจต่างมองหน้ากัน ในขณะที่อากัสซีทำหน้าสงสัย


“อากัสซี เจ้ากลับไปก่อนเลยนะ ข้ากับเฮียโจมีงานต้องทำต่อ” แม้ว่าอยากจะรู้ แต่อากัสซีก็ไม่ได้ซักถามอะไร และยอมกลับเมืองไปตามที่อังเดรบอก

ทั้งสองมองตามอากัสซีไปจนลับตา แล้วจึงพากันขึ้นรถไฟไปยังจุดหมาย เดธวอลเลย์ เพื่อรายงานผู้พันคาร์เตอร์


“มันเป็นใครกันเจ้าชายชุดดำนั่น”


“ข้าคิดว่ามันคงจะไม่หวังดีกับเมืองอสุราแน่”
อังเดรกำมือแน่นเมื่อถึงถึงชายชุดดำ เมื่อหลายวันก่อนมีทหารมารายงานพวกเขาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่คิดว่าจะได้ฟังอีกรอบ
 

‘แต่ไม่ว่ามันจะเป็นใคร เขาจะไม่มีวันยอมให้มาทำลายเมืองอสุราที่เขารักเด็ดขาด!’ เขาสาบาน






ภายใต้ความมืดมิด ไม่มีใครมองเห็นคนแปลกหน้า ร่างสูงใหญ่คลุมด้วยผ้าสีดำมัน ใบหน้าถูกบดบังด้วยหน้ากากตัวตลก คนแปลกหน้ากวาดสายตาไปรอบๆเมืองอสุรา รอยยิ้มเหี้ยมผุดขึ้นภายใต้หน้ากาก


‘ที่นี่...จะหายไป’



“ไง ข้าว่าแล้วเชียว...ต้องเป็นเจ้า” ผู้มาใหม่เอ่ยทักคนแปลกหน้าจากด้านหลัง แต่กลับไม่ได้ทำให้เขาตกใจเลยแม้แต่น้อย


“หึ...ข้าว่าแล้วเชียว เจ้าต้องตามหาข้าเจอ” คนแปลกหน้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองไปยังผู้มาใหม่ที่กำลังยืนพิงต้นไม้ผิวปาก


“แล้วข้าก็รู้ด้วยนะว่าเจ้าจะทำอะไร”


“หือ...แล้ว...สนใจจะร่วมวงกับข้าหรือเปล่าล่ะ”


“มีหรอที่ข้าจะพลาด ฮ่าๆ”



“มาทำให้เมืองนี้...หายไปกันดีกว่า”




●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●





Time : 23.20   [10/02/55]


ขอโทษค๊าบ หายไปนานมาก  g#002 ไอดีโดนแฮค

แต่ตอนนี้ได้ของคืนหมดแล้ว  g#008 เลยได้ฤกษ์มาอัพต่อ ฮ่าๆ (ตอน 8 พออ่านๆแล้วสั้นมาก)

No matter what happens
Even when discusse on me now down
I promise you
That I'll never let you go


Why?

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,409
  • อั๊ยย๊ะ!
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: มีนาคม 01, 2012, 00:01:52 »
NEVER ENDING
ASURA CITY






Chapter 9 : ผู้ปกครองจำเป็น  And Run Away! [50%]




ในเช้าวันถัดมา


   “ที่เรดคลิฟสงบเรียบร้อยดีครับ.....คุณสกาเล็ตไม่ต้องห่วงครับ.....แล้วเจอกันครับ” แอสแซสซิน
หนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจากเครื่องติดต่อสื่อสารรูปร่างประหลาดหลังจากที่รายงานสกาเล็ต

   ‘ไอ้พวกเพื่อนบ้า มันหายหัวกันไปไหนหมด’ แอสหนุ่มบ่นในใจพร้อมๆกับสายตาที่สอดส่องหา ’รองหัวหน้ากิล’ และ ‘บรรดาขุนพล’ ที่หายหัวไปตั้งแต่เช้ามืดปล่อยให้เขาตรวจตราทั้งเมืองคนเดียวทั้งที่แบ่งหน้าที่กันไว้ซะดิบดี กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง

   “แอสครับ”


   “หือ?” คนถูกเรียกหันไปตามแรงดึงที่ชายเสื้อก็พบเด็กคนหนึ่งที่กำลังเงยหน้ามองเขา


   “คือว่าผม...หิวข้าว”

   

   


               บันทึกพิเศษ : ไชน์ (รองหัวหน้ากิล) *(ไชน์ มาจากคำว่า Shine แปลว่า แสง (*รองหัวหน้าคนหนึ่งของกิลชิวๆมีชื่อว่าแสงไม่กล้าใช่ชื่อจริงกลัวเจ้าของชื่อว่าเอา ^^ เลยดัดแปลงเอาจ้า))   


ผมนั่งมองเด็กที่กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยตรงหน้า ‘หนีออกจากบ้าน’ คือคำที่เพื่อน (เวร) ของผมบอก เขามาอยู่กับผมได้ยังไงน่ะหรอ ก็ไอ้หัวหน้ากิลจูงมือเด็กคนหนึ่งมาแล้วบังเอิญเดินผ่านผมที่เพิ่งจะกลับมาจากเมืองหลวง (เซาท์เทิรนไชร์) พอดี ผมก็เสียวโดนมันบ่นอยู่เหมือนกันครับเพราะวันนี้ผมไม่ได้ไปช่วยมันตรวจเรดคลิฟ


‘เด็กมันหิวข้าวน่ะ พาไปหาอะไรกินด้วยนะไอ้คุณเพื่อนเวร’


มาถึงหัวหน้ากิลมันพูดแค่นี้พร้อมกับเดินจากไปทิ้งเด็กหน้าตาบ๊องแบ๊วไว้กับผม ก่อนจะหันกลับมาทิ้งท้ายผมอีกรอบพร้อมกับร้อยยิ้มเหี้ยมๆบนหน้ามัน


‘อ่อแล้วก็ฝากแกเป็นพ่อให้เด็กมันหน่อยนะ เด็กหนีออกจากบ้านมาน่ะ อ่อๆแล้วก็มีอีกอย่างอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์เชิญตรวจเรดคลิฟคนเดียวนะครับ คือกูงานยุ่งมากวะครับ’


แล้วไอ้คุณหัวหน้ากิลก็เดินออกไปไม่หันกลับมามองผมอีกเลย


ไอ้เพื่อนเล๊วววววววววววววววว




กลับมาสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน


“ถามจริงเหอะไอ้น้อง คิดยังไงหนีออกจากบ้านมาหะ?” ผมถามออกไป คนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาตอบพร้อมๆกับที่ข้าวพุ่งออกมาจากปาก


“ใครน้องลุง?” ตบเด็กหัวทิ่มนี่ผิดมากมั๊ย


“แล้วใครลุงแกฮะ?” ผมไม่ได้แก่ขนาดนั้นสักหน่อย


“ก็ลุงไงถามไรโง่ๆ”


“เออ! ผมผิดเองครับคุณคาเดท ผมโง่เอ๊งงงงงง”
ผมกระแทกเสียงใส่แต่ดูเหมือนคนตัวเล็กจะไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย


“ผมชื่อต้นไม้ ไม่ได้ชื่อคาเดท” เอาล่ะผมผิดเองที่ไปคุยกับมัน ไอ้เด็กไม้ยืนต้น


‘หงุดหงิดจริงโว๊ย!’ ผมบ่นในใจพร้อมกับขยี้ผมจนหัวฟู


“ลุง! คิดว่าหล่อรึไงทำแบบนี้อ่ะแก่แล้วนะลุง ทำแบ๊วเป็นเด็กไปได้” โถ!ไอ้เด็กปอป






อ๊ากกกกกกกกกกกกกก


   “อย่าเข้ามานะโว๊ยยยยยยยย!”


   เสียงร้องดังขึ้นทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ พร้อมกับสอดส่องหาต้นเสียง สองเท้าของผมก้าวเดินไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว และไม่ลืมที่จะจับข้อมือเล็กให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมาด้วย


   “จะลากผมไปไหนเนี่ยลุง!” คนตัวเล็กกว่าที่ถูกลากบ่นขึ้นตลอดทาง แต่ผมสนที่ไหนล่ะให้โดนลากมั่งก็ดี หมั่นไส้


   “นี่ลุงงงงงง!ผมถามว่าจะลากผมไปไหน...นิสัยไม่ดีอ่ะลุง” โทษทีคนหล่อทำอะไรก็ไม่ผิดครับ


   “ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เองแหล่ะน่า”


   ต่อมาเด็กตัวเล็กข้างๆก็ไม่บ่นอะไรอีกนอกจากกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแรงลากผม เสียงร้องยังดังไม่ขาดสายทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้าขึ้นไปอีก ต้นเสียงมาจากทางเขตนอกเมือง ทั้งผมและไอ้เด็กไม้ยืนต้นเข้าวาบสีฟ้าสว่าง เพียงพริบตาก็ออกมายังเขตนอกเมือง


   “ลุง!ทางนั้น” ผมมองไปสุดปลายนิ้วชี้เล็กๆก็พบเบลดมาสเตอร์คนหึ่งกำลังวิ่งหนีผู้ชายอีกคน


   “มามะที่รักจ๋า มาให้เค้าจูจุ๊บสักที ม๊วฟๆ” ผู้ชายอีกคนวิ่งไล่ไม่ยอมหยุดพร้อมกับยื่นปากสีชมพูแปร๊ดส่งหาเบลด(ผู้โชคร้าย)


   “เราควรเข้าไปช่วยเค้ามั๊ยอ่ะลุง” ร่างเล็กถามขึ้นแต่สายตาไม่ได้ละไปจากภาพตรงหน้า


   “เอ่อ...เรื่องผัวเมียคนนอกไม่ควรยุ่ง ปล่อยเค้าไปเหอะ” ผมพูดพร้อมกับจับข้อมือเล็กหันหลังกลับเข้าเมือง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเสียงของเบลดก็ดังขึ้นข้างหลัง


   “พี่ไชน์! ช่วยผมด้วยยยยยยยย!” ขาผมหยุดกึก เมิงจะมาเรียกตูทำมายยยย


   ผมหันกลับไปมองทางต้นเสียงที่เรียกผม ถ้าจำไม่ผิดเบลดคนนั้นขุนพลกิลผมเอง


   “ต๊าย! นั่นน้องไชน์สุดหล่อของพี่นี่นา มามะมาให้จุ๊บซะดีๆ” ว่าแล้วตูต้องซวย T T


   “พี่ไชน์ ขอให้โชคดีนะพี่ ผมไปล่ะ” ไอ้แบงค์พูดพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายผมแล้วหันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งกันจังนะน้องรัก(ประชด)


   “นี่ลุง เขาจะมาจูจุ๊บลุงหรอ”


   “ไม้ยืนต้น” ผมเรียกชื่อคนข้างๆออกไป “ต้นไม้ต่างหากเล่า”
เสียงเล็กตอบกลับมา


   “มีก๊อดขามั๊ย?” ผมถามออกไป


   “มี”


   “หนมปังไว้ยามฉุกเฉิน”


   “อันนี้ก็มี”


   “พร้อมยัง”


   “พร้อมไรลุง ผมไม่เข้าใจ”


   “วิ่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง”










Time : 00.04   [10/02/55]


สมาชิกกิลชิวๆโผล่มาบ้างแล้ว เค้าจะว่ามั๊ยเนี่ยเอาชื่อเค้ามาใช้  g#006 พิมพ์ไปก็กลัวไป เบาๆ


เอาเป็นว่า *ขออนุญาติใช้ชื่อจ้า  g#008
No matter what happens
Even when discusse on me now down
I promise you
That I'll never let you go


~“SLUR Pee”~

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 31
  • "Slurpee<-- ใคร ๆ ก็ดื่มได้
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: มีนาคม 07, 2012, 00:37:35 »
สนุกมากขอรับ แต่ชื่อตัวละครนี้เยอะขนาดจำไม่ได้เลยแหล่ะ Like ~~!!~
       
SlurPee อย่าบอกน่ะ ว่าคุณ ไม่เคยดื่ม

Dhiea'Joshua

  • เด็กยุคใหม่ ไม่พูดภาษา "วิบัติ" กันนะคะ
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,326
  • อย่าเอาความงี่เง่าของตัวเอง มาเปรียบใส่คนอื่น นะจ๊ะ ♥
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: มีนาคม 08, 2012, 20:26:39 »
สู้ๆ สนุกมากจ้า  g#021 g#021

Why?

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,409
  • อั๊ยย๊ะ!
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 15:04:16 »
NEVER ENDING
ASURA CITY






Chapter 9 : ผู้ปกครองจำเป็น  And Run Away! [100%]




ในเช้าวันถัดมา


   “ที่เรดคลิฟสงบเรียบร้อยดีครับ.....คุณสกาเล็ตไม่ต้องห่วงครับ.....แล้วเจอกันครับ” แอสแซสซิน
หนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจากเครื่องติดต่อสื่อสารรูปร่างประหลาดหลังจากที่รายงานสกาเล็ต

   ‘ไอ้พวกเพื่อนบ้า มันหายหัวกันไปไหนหมด’ แอสหนุ่มบ่นในใจพร้อมๆกับสายตาที่สอดส่องหา ’รองหัวหน้ากิล’ และ ‘บรรดาขุนพล’ ที่หายหัวไปตั้งแต่เช้ามืดปล่อยให้เขาตรวจตราทั้งเมืองคนเดียวทั้งที่แบ่งหน้าที่กันไว้ซะดิบดี กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง

   “แอสครับ”


   “หือ?” คนถูกเรียกหันไปตามแรงดึงที่ชายเสื้อก็พบเด็กคนหนึ่งที่กำลังเงยหน้ามองเขา


   “คือว่าผม...หิวข้าว”

   

   


               บันทึกพิเศษ : ไชน์ (รองหัวหน้ากิล) *(ไชน์ มาจากคำว่า Shine แปลว่า แสง (*รองหัวหน้าคนหนึ่งของกิลชิวๆมีชื่อว่าแสงไม่กล้าใช่ชื่อจริงกลัวเจ้าของชื่อว่าเอา ^^ เลยดัดแปลงเอาจ้า))   


ผมนั่งมองเด็กที่กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยตรงหน้า ‘หนีออกจากบ้าน’ คือคำที่เพื่อน (เวร) ของผมบอก เขามาอยู่กับผมได้ยังไงน่ะหรอ ก็ไอ้หัวหน้ากิลจูงมือเด็กคนหนึ่งมาแล้วบังเอิญเดินผ่านผมที่เพิ่งจะกลับมาจากเมืองหลวง (เซาท์เทิรนไชร์) พอดี ผมก็เสียวโดนมันบ่นอยู่เหมือนกันครับเพราะวันนี้ผมไม่ได้ไปช่วยมันตรวจเรดคลิฟ


‘เด็กมันหิวข้าวน่ะ พาไปหาอะไรกินด้วยนะไอ้คุณเพื่อนเวร’


มาถึงหัวหน้ากิลมันพูดแค่นี้พร้อมกับเดินจากไปทิ้งเด็กหน้าตาบ๊องแบ๊วไว้กับผม ก่อนจะหันกลับมาทิ้งท้ายผมอีกรอบพร้อมกับร้อยยิ้มเหี้ยมๆบนหน้ามัน


‘อ่อแล้วก็ฝากแกเป็นพ่อให้เด็กมันหน่อยนะ เด็กหนีออกจากบ้านมาน่ะ อ่อๆแล้วก็มีอีกอย่างอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์เชิญตรวจเรดคลิฟคนเดียวนะครับ คือกูงานยุ่งมากวะครับ’


แล้วไอ้คุณหัวหน้ากิลก็เดินออกไปไม่หันกลับมามองผมอีกเลย


ไอ้เพื่อนเล๊วววววววววววววววว




กลับมาสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน


“ถามจริงเหอะไอ้น้อง คิดยังไงหนีออกจากบ้านมาหะ?” ผมถามออกไป คนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาตอบพร้อมๆกับที่ข้าวพุ่งออกมาจากปาก


“ใครน้องลุง?” ตบเด็กหัวทิ่มนี่ผิดมากมั๊ย


“แล้วใครลุงแกฮะ?” ผมไม่ได้แก่ขนาดนั้นสักหน่อย


“ก็ลุงไงถามไรโง่ๆ”


“เออ! ผมผิดเองครับคุณคาเดท ผมโง่เอ๊งงงงงง”
ผมกระแทกเสียงใส่แต่ดูเหมือนคนตัวเล็กจะไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย


“ผมชื่อต้นไม้ ไม่ได้ชื่อคาเดท” เอาล่ะผมผิดเองที่ไปคุยกับมัน ไอ้เด็กไม้ยืนต้น


‘หงุดหงิดจริงโว๊ย!’ ผมบ่นในใจพร้อมกับขยี้ผมจนหัวฟู


“ลุง! คิดว่าหล่อรึไงทำแบบนี้อ่ะแก่แล้วนะลุง ทำแบ๊วเป็นเด็กไปได้” โถ!ไอ้เด็กปอป






อ๊ากกกกกกกกกกกกกก


   “อย่าเข้ามานะโว๊ยยยยยยยย!”


   เสียงร้องดังขึ้นทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ พร้อมกับสอดส่องหาต้นเสียง สองเท้าของผมก้าวเดินไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว และไม่ลืมที่จะจับข้อมือเล็กให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมาด้วย


   “จะลากผมไปไหนเนี่ยลุง!” คนตัวเล็กกว่าที่ถูกลากบ่นขึ้นตลอดทาง แต่ผมสนที่ไหนล่ะให้โดนลากมั่งก็ดี หมั่นไส้


   “นี่ลุงงงงงง!ผมถามว่าจะลากผมไปไหน...นิสัยไม่ดีอ่ะลุง” โทษทีคนหล่อทำอะไรก็ไม่ผิดครับ


   “ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เองแหล่ะน่า”


   ต่อมาเด็กตัวเล็กข้างๆก็ไม่บ่นอะไรอีกนอกจากกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแรงลากผม เสียงร้องยังดังไม่ขาดสายทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้าขึ้นไปอีก ต้นเสียงมาจากทางเขตนอกเมือง ทั้งผมและไอ้เด็กไม้ยืนต้นเข้าวาบสีฟ้าสว่าง เพียงพริบตาก็ออกมายังเขตนอกเมือง


   “ลุง!ทางนั้น” ผมมองไปสุดปลายนิ้วชี้เล็กๆก็พบเบลดมาสเตอร์คนหึ่งกำลังวิ่งหนีผู้ชายอีกคน


   “มามะที่รักจ๋า มาให้เค้าจูจุ๊บสักที ม๊วฟๆ” ผู้ชายอีกคนวิ่งไล่ไม่ยอมหยุดพร้อมกับยื่นปากสีชมพูแปร๊ดส่งหาเบลด(ผู้โชคร้าย)


   “เราควรเข้าไปช่วยเค้ามั๊ยอ่ะลุง” ร่างเล็กถามขึ้นแต่สายตาไม่ได้ละไปจากภาพตรงหน้า


   “เอ่อ...เรื่องผัวเมียคนนอกไม่ควรยุ่ง ปล่อยเค้าไปเหอะ” ผมพูดพร้อมกับจับข้อมือเล็กหันหลังกลับเข้าเมือง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเสียงของเบลดก็ดังขึ้นข้างหลัง


   “พี่ไชน์! ช่วยผมด้วยยยยยยยย!” ขาผมหยุดกึก เมิงจะมาเรียกตูทำมายยยย


   ผมหันกลับไปมองทางต้นเสียงที่เรียกผม ถ้าจำไม่ผิดเบลดคนนั้นขุนพลกิลผมเอง


   “ต๊าย! นั่นน้องไชน์สุดหล่อของพี่นี่นา มามะมาให้จุ๊บซะดีๆ” ว่าแล้วตูต้องซวย T T


   “พี่ไชน์ ขอให้โชคดีนะพี่ ผมไปล่ะ” ไอ้แบงค์พูดพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายผมแล้วหันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งกันจังนะน้องรัก(ประชด)


   “นี่ลุง เขาจะมาจูจุ๊บลุงหรอ”


   “ไม้ยืนต้น” ผมเรียกชื่อคนข้างๆออกไป “ต้นไม้ต่างหากเล่า”
เสียงเล็กตอบกลับมา


   “มีก๊อดขามั๊ย?” ผมถามออกไป


   “มี”


   “หนมปังไว้ยามฉุกเฉิน”


   “อันนี้ก็มี”


   “พร้อมยัง”


   “พร้อมไรลุง ผมไม่เข้าใจ”


   “วิ่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง”










อีกด้านหนึ่ง



[ณ เซาทเทรินฟอร์ท]


ก๊อกๆ


เสียงเคาะประตูดังขึ้นไม่นานเจ้าของบ้านก็เปิดประตูออกมาพร้อมๆกับขมวดคิ้วสงสัยให้กับผู้ที่มาหา


   “ไง! ซาร่า”


   “ราธ! ลมอะไรหอบเจ้าให้มาหาข้าถึงนี่”
เจ้าของชื่อ ‘ซาร่า’ เอ่ยตอบผู้มาเยือนด้วยความสงสัย
ถึงแม้ว่าทั้งตัวเธอและหัวหน้าสมาคมเทรเชอร์ฮันเตอร์จะเป็นนักล่าสมบัติเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก มักจะแยกกันไปหาสมบัติตามที่ต่างๆมากกว่า แล้วก็อาจจะมีบ้างนานๆทีที่ราธเอ่ยปากชวนเธอออกไปด้วย เลยไม่คิดว่าเขาจะมาหาเธอถึงบ้าน



   “ลมรักล่ะมั้ง” คำตอบของราธทำเอาซาร่าขำพรืด


   “ตลกแล้วราธ มีอะไรก็ว่ามาข้ารู้ว่าเจ้าต้องมีธุระ”


   “เจ้าเป็นคนขโมยไข่มังกรมาใช่มั๊ย? ซาร่า”
ราธถามขึ้นตรงๆ และก็ได้คำตอบตรงๆเช่นเดียวกัน


   “ไม่เห็นแปลก ข้าเป็นนักล่าสมบัตินะ”


   “เจ้ารู้สถานการณ์ตอนนี้รึเปล่า! ราชามังกรเกเลี่ยนกำลังตามหาไข่ของมัน และที่สำคัญมันกำลังจะมาถล่มเมืองอยูมะรอมมะร่อแล้ว”
 

   “ข้ารู้ แต่ข้าคงจะคืนไข่ให้เจ้าไม่ได้หรอก”
เป็นราธที่ขมวดคิ้วบ้าง


   “ทำไม?”


   “เพราะว่าตอนนี้ไข่ไม่ได้อยู่กับข้าแล้ว มีคนมาขโมยไข่ไปแล้ว!”


   “เจ้าว่าอะไรนะ”
เขาถามย้ำอีกครั้ง หวังว่าจะฟังผิดไปเอง


   “มีคนแอบเข้ามาในบ้านของข้าและก็ขโมยไข่ไปแล้ว” คำยืนยันของซาร่าทำเอาราธแทบลมจับ หัวหน้าสมาคมและเหล่าทหารทั้งหลายตามหาไข่มาก็หลายวันพอรู้ว่าอยู่ที่ไหนก็กลับหายไปอีก นั่นเท่ากับว่าความหวังที่จะหยุดราชามังกรเกเลี่ยนก็ลดลงไปอีก ไม่ใช่ว่าพวกเขากลัวว่าจะสู้ไม่ได้ เพียงแต่ไม่อยากสู้มากกว่า


   “ให้ตายเถอะ! มันอะไรกันนักกันหนาวะเนี่ย”
 

   “ใจเย็นน่าราธ ข้ารู้ว่าเจ้าห่วงคนในเมือง แต่หงุดหงิดไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี”


   “ใครว่า ข้าห่วงสมบัติในเมืองต่างหาก เยอะแยะขนาดนี้จะหาจากไหนได้อีก”
เสียงราธค้านขึ้นทำเอาซาร่าอยากจะเข้าไปตบคว่ำสักที


   “โถ่! ไอ้เราก็นึกว่าจะห่วงคนในเมืองที่ไหนได้ ห่วงสมบัติซะงั้น” ซาร่าหันไปจิกกัดคนข้างๆด้วยทีเล่นทีจริง เธอรู้ดีว่าราธพูดไปอย่างนั้นแหล่ะ เขาห่วงคนในเมืองยิ่งกว่าอะไรซะอีก


   “หรือว่าเจ้าไม่เสียดายสมบัติล่ะ” ราธถามขึ้นพร้อมกับเลิกคิ้ว


   “เสียดายสิยะ ถามได้”


   “แล้วเจ้าสงสัยใครบ้างรึเปล่า?”


   “ก็มีบ้าง...”


   “เจ้ารู้เรื่องเจ้าชายชุดดำสวมหน้ากากตัวตลกรึเปล่า”
สาวสวยตรงหน้าพยักหน้ารับ “เจ้าคิดว่า...”ไม่ทันจะได้พูดจบประโยคเสียงเล็กก็ขัดขึ้นเสียก่อน


   “ก็อาจจะมีส่วน แต่ข้าคิดว่าคนที่เข้ามาขโมยคงไม่ใช่มัน”


   “ทำไมเจ้าคิดเช่นนั้น แล้วถ้าไม่ใช่มันจะเป็นใครกัน”


   “ข้าคิดว่าเป็นคนในเมืองไม่ก็อาจจะเป็นคนที่เรารู้จักดีเลยก็เป็นได้”
คำพูดของซาร่าทำเอาราธขมวดคิ้วเป็นรอบที่สอง “เจ้าก็รู้ มีไม่กี่คนหรอกที่เคยเข้ามาในบ้านของข้า และที่สำคัญข้าไม่ใช่คนที่วางของทิ้งไว้ทั่วนะ ของของข้าเก็บไว้อย่างดีทุกชิ้นไม่มีทางที่จะหาเจอง่ายๆหรอกนอกซะจากจะเป็นคนคุ้นเคย”


   “เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า...”


   “ใช่! มีพวกกบฏอยู่ใกล้ตัว”




...............................................................................




[ณ หมู่บ้านชายทะเล เรดคลิฟ]



บันทึกพิเศษ : ไชน์ (รองหัวหน้ากิล)


   “ให้ตายเหอะครับไอ้เพื่อนเวร ว่าแล้วเชียวต้องเป็นฝีมือมึง” ผมนั่งจ้องหน้าหัวหน้ากิลที่กำลังหัวเราะจนตัวบิดตัวงออย่างเอาเป็นเอาตาย ก็จะอะไรซะอีกล่ะครับ ก็สาวประเภทสองเมื่อเช้าที่วิ่งไล่ผมกับไอ้แบงค์เป็นฝีมือมันทั้งนั้น บอกเอามาดัดนิสัยชอบโดดตรวจเมืองของลูกกิลว่างั้น เล่ากันหน่อยนะครับเมื่อเช้าผมกับเด็กไม้ยืนต้นกว่าจะหนีรอดมาได้ก็แทบทรุดเหมือนกัน ดีที่มีผู้โชคร้ายเดินผ่านมาแล้วเจ๊ที่วิ่งไล่ผมก็เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ทันที ก็ไม่อยากจะยอมรับหรอกว่ามันหล่อกว่าผม เจ๊แกถึงได้เลิกวิ่งไล่ผมแล้วหันไปวิ่งไล่มันแทน


   “ใครใช้ให้โดดตรวจเมืองกันล่ะวะ” นอกจากจะไม่สำนึกมันยังทำลอยหน้าลอยตาประมาณว่า “ผมไม่ผิดนะครับ” ประมาณนี้เลยล่ะ = =;


   “เออ! ผมผิดเองครับคุณหัวหน้ากิล” ผมพูดกระแทกใส่ แล้วก็แน่นอนมันยังคงทำหน้าไม่ทุกข์ร้อนอะไร


   “ว่าแต่เรื่องไข่มังกร หาเจอรึยัง?” ผมหันไปถามมัน คนตรงหน้าส่ายหน้าแทนคำตอบ


   “ความจริงก็เกือบจะเจอแล้ว แต่มันดันถูกขโมยไปอีกรอบนี่สิ”


   “แล้วรู้รึเปล่าว่าใคร”
ผมถามออกไปและก็เป็นอีกครั้งที่มันส่ายหน้า


   “ไม่รู้ คุณสกาเล็ตฟังมาจากที่ประชุมเห็นว่าดูเหมือนจะเป็นคนในนะ” ผมฟังมันพูดอยู่นานสองนาน หัวกิลผมเล่าเหตุการณ์ต่างๆในช่วงนี้ให้ฟังทั้งหมดรวมถึงเรื่องเจ้าชายชุดดำสวมหน้ากากตัวตลกนั่นด้วย ก็ว่าทำไมช่วงนี้คุณสกาเล็ตไม่ค่อยจะว่างสักเท่าไหร่(ทั้งที่ปกติไม่ชอบทำงาน)


   “แล้วถ้าเป็นพวกชายชุดดำนั่นจริงๆมันจะขโมยไข่ทำเพื่อ? สู้มาบุกเมืองให้จบๆไปเลยไม่ดีกว่าหรอ?” ผมออกความเห็นไป หัวกิลได้แต่พยักหน้ารับ มันก็คงจะคิดเหมือนผม


   “ไม่เห็นจะยากเลยลุง” ทั้งผมและหัวกิลพร้อมใจกันหันหน้าไปมองไอ้เด็กไม้ยืนต้น


   “เท่าที่ผมฟังพวกลุงๆพูดมาเนี่ย เจ้าชายชุดดำมีแค่คนเดียวแล้วใครมันจะโง่บุกเข้ามาตัวคนเดียวกันเล่า สู้ยืมมือคนอื่นมาบุกเมืองแทนไม่ดีกว่ารึไง แล้วถ้าเป็นผมนะก็จะไปขโมยไข่มังกรไปซ่อนแล้วปล่อยให้มังกรฆ่าฟันกับคนในเมืองเอง นอกจากจะไม่เจ็บตัวแล้วยังลดจำนวนศัตรูได้ตั้งเยอะ!” พูดจบเด็กไม้ยืนต้นก็เคี้ยวขนมต่อทันที


ผมทั้งสองคนต่างมองหน้ากัน เป็นอย่างที่เด็กนี่พูดจริงๆทำไมผมถึงคิดไม่ออกกันนะ และก็ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะไอ้เด็กนี่มันเก่งจริงๆ เท่าที่ผมรู้อายุแค่ 7 ขวบเองเหอะครับ ถ้าไม่ติดว่าชอบกวนส้นไปหน่อย ผมจะรักมันมากเลยล่ะ



วูบบบบบบ!


   “ว่ายังไงหนุ่มน้อย เรดคลิฟเรียบร้อยดีรึเปล่า” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากเครื่องมือสื่อสารรูปร่างประหลาดของหัวหน้ากิลผม เรียกความสนจากพวกเราได้เป็นอย่างดี


   “ทางนี้เรียบร้อยดีครับคุณสกาเล็ต”


‘อ๊ากกกกกกกกกกกกกก อย่าเข้ามานะโว๊ย ออกปายยยยยย’


‘บอกว่าอย่าเข้ามาไงวะ เฮ้ย!รอด้วยดิวะ’



“เฮ้ๆ ไหนบอกเรียบร้อยดีแล้วนั่นเสียงใครร้อง” ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าเสียงอะไรก็เสียงร้องเดียวกับเมื่อเช้า เพียงแต่จำนวนคนมันเยอะกว่าเมื่อเช้า และมันคงดังพอที่จะเล็ดลอดเข้าไปในเครื่องมือสื่อสารเลยทำให้ปลายสายถามขึ้น


“ไม่มีนี่ครับ คุณคงทำงานหนักจนคิดมากไปเองรึเปล่าครับ” โถ๋ไอ้โกหก เสียงอยู่ข้างหลังมันแท้ๆ


“ก็คงจะจริงอย่างที่เจ้าว่า อ่อวันนี้จะค้างที่ไชร์นะ พรุ่งนี้ต้องประชุมแต่เช้า”


“ครับ”



‘อ๊ากกกก บอกว่าอย่าเข้ามาไงวะ’


‘แหม ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะจ๊ะสุดหล่อ มามะมาให้ปล้ำซะดีๆ’



“เฮ้อ! สงสัยข้าจะทำงานมากไปจริงๆ ได้ยินเสียงร้องแปลกๆอีกแล้ว”




ตู้ดดดดดดดดด


เสียงสัญญาณตัดไปบ่งบอกว่าปลายสายวางไปแล้ว ผมเหลือบไปมองหัวหน้ากิลตัวเองนั่งหัวเราะลูกกิลที่กำลังวิ่งหนีกองทัพสาวๆ(?)(ที่มันเป็นคนเรียกมา)จนตัวบิดตัวงอ


เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ขาดสายตลอดทั้งคืน คนที่ผ่านไปผ่านมาแถวชานเมืองคงจะขนลุกกันกราว และเชื่ออีกว่า คงจะไม่มีใครกล้าโดดตรวจเมืองไปอีกนาน


ผมเองก็เหมือนกันสาบานได้เลยว่าจะไม่โดดตรวจเมืองอีกแล้ว! กลัวครับ T^T





●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●










Time : 15.07   [10/03/55]



ปิดเทอมแล้วววว ดีใจสุดๆ ><


จะว่าไปตัวละครก็เยอะอย่างที่คอมเม้นบอก ฮ่าๆ จะบอกว่าคนแต่งเองก็จำผิดจำถูกเหมือนกัน


อัั๊ยย๊ะ!
No matter what happens
Even when discusse on me now down
I promise you
That I'll never let you go


♫♬♪§†Ҹ[£]ë ⓜⓘⓝⓔ♫♬♪

  • style mine▶☺☻◄
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 338
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: มีนาคม 21, 2012, 13:23:20 »
เพลินดีอ่ะ g#022 g#022
10. ห้ามโพสรูปภาพ ลายเซ็น เกิดขนาด 550x250
http://forum.asura.in.th/index.php?topic=19221.0
                                                         กลัวเห็นไม่ชัด:)

guy2009

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 75
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: เมษายน 17, 2012, 02:02:11 »
สนุกมากครับ รออ่านต่ออยู่นะ woon_5555

derter158

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 5
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: เมษายน 17, 2012, 16:38:14 »
แต่งได้ดีมากอะรอดูต่อนะ woon_sunny

Why?

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,409
  • อั๊ยย๊ะ!
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: เมษายน 20, 2012, 16:08:29 »

NEVER ENDING
ASURA CITY




Chapter 10 : คำทำนายของหมอดู และ เสียงเพลงแห่งคำมั่นสัญญา [100%]




   เสียงอื้ออึงของผู้คนที่เดินขวักไขว่เป็นจำนวนมาก บางคนออกมาตั้งร้านขายของ บ้างก็ตั้งร้านรับซื้อของ ทั้งที่ยังเช้าตรู่แต่ก็ไม่ได้ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้หลับไหลเลยแม้แต่น้อย

   และรวมถึงหมอดูแถวๆนี่ด้วยละนะ

   “คุณป้าครับ”

   “หือ? มีอะไรหรอเจ้าเด็กน้อย อยากจะทำนายอนาคตหรอ”

   “เอ๋! คุณป้าทำนายอนาคตได้ด้วยหรอ”

   “ฮ่าๆ เรื่องนี้มันแน่อยู่แล้วสิ ข้าเป็นหมอดูนะ ว่าแต่เจ้าอยากจะดูรึเปล่าล่ะ”

   “ผม...”

   “ไม้ยืนต้นนนนนนน ไปทำอะไรตรงนั้นหาตั้งนาน”
ไม่ทันจะได้เอ่ยเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นมา จะว่าไปเขาก็พลัดหลงกับผู้ปกครอง(จำเป็น)ตั้งแต่เข้ามาในเมืองไซร์แล้ว

   “ผมเดินตามหาลุงอ่ะ เลยมาเจอกับคุณป้าคนนี้อ่ะ” ปลายนิ้วเล็กๆ ชี้ไปหาหมอดูแห่งโชคชะตาที่ขึ้นชื่อในเรื่องความแม่นยำสุดๆ

   “อ้าว ท่านหมอดูนี่เอง”

   “ว่าไงจ๊ะ พ่อไชน์มาทำอะไรที่นี่กันล่ะ”

   “มาซื้อของน่ะครับ”

   “แล้วจะกลับเลยหรอพ่อหนุ่ม”

   “ลุง อย่าเพิ่งกลับเลยนะ ผมขอดูดวงก่อน นะๆ”
คนตัวเล็กวิ่งไปดึงชายเสื้อของไชน์อย่างอ้อนๆ

   “เอางั้นก็ได้ ไปดูสิไป”



   *

   
“เป็นไงบ้างครับคุณป้า” คาเดทน้อยรบเร้าถามหมอดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“โตขึ้นจะได้เป็นใหญ่เป็นโตนะเนี่ย” หมอดูเอ่ยขณะที่ยังก้มๆเงยๆดูลายมือต่อ

“อย่างเจ้านี่น่ะนะ” ไชน์พูดขึ้นพร้อมกับโยกหัวคาเดทน้อยไปด้วย

“อ่าฮะ”

“โฮะๆ มันก็ต้องแน่อยู่แล้วสิ โตขึ้นผมจะเป็นผู้ปกครองเมืองอสุราแห่งนี้นะ!”
ทั้งสองหันมองหน้ากันราวกับจงใจ รอยยิ้มของคนต่างวัยทั้งสองก็ผุดขึ้นด้วยเรื่องเดียวกัน

“ขนาดนั้นเลย” ไชน์ยื่นมือไปขยี้หัวคาเดทน้อย เขาเองก็เชื่อว่าสักวันเด็กตัวเล็กนี้จะต้องทำอย่างที่พูดไว้ได้แน่

“ว่าแต่ป้านี่ต้นอะไรอ่ะ ทำไมมันใหญ่จัง” คาเดทน้อยหันไปถามหมอดูขณะที่มือยังลูบๆคลำๆต้นไม้สูงเสียดฟ้าที่มองไม่เห็นแม้แต่ยอด

“นี่น่ะหรอ มันเป็นต้นกำเนิดของเมืองอสุราแห่งนี้ยังไงล่ะ”

“จริงหรอครับ ต้นถั่วยักษ์เนี่ยนะเล่าให้ผมฟังบ้างสิ”
เด็กน้อยวิ่งไปเขย่าแขนหมอดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“มันเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้วน่ะนะ”

“เมื่อหลายร้อยปีก่อน”




*



“โห ได้ฟังเรื่องที่สุดยอดไปเลย” เด็กน้อยตาลุกวาวเมื่อฟังเรื่องราวจากหมอดู

“นั่นสิ เดินผ่านไปผ่านมาที่ต้นถั่วนี่ประจำ ไม่คิดว่ามันจะเจ๋งเหมือนกันนะเนี่ย”

“ใช่ไหมล่ะ”

“เจ้าต้นถั่วรอผมอีกสัก 10 ปีนะ ผมจะเป็นผู้ปกครองเมืองอสุราแห่งนี้ ถึงเวลานั้นช่วยอยู่เป็นเพื่อนผมหน่อยนะ”
เด็กน้อยเอ่ยขึ้นพร้อมกับสองแขนโอบกอดต้นถั่วยักษ์เอาไว้แน่น

“น้อยๆหน่อยเถอะ แค่เดินมาในเมืองก็หลงอย่างแกน่ะ” เด็กน้อยหน้ามุ่ยกับคำพูดของผู้ปกครองจำเป็น ในขณะที่คนพูดหัวเราะร่วน

“เชอะ คอยดูไปเถอะ อีก 10 ปีผมจะเป็นผู้ปกครองเมืองนี้ถึงวันนั้นลุงต้องเลี้ยงอมยิ้มผมนะ” เด็กน้อยตะโกนลั่น พร้อมกับยื่นนิ้วก้อยส่งไปหาคนตรงหน้า

“โอเคจัดไป ฮ่าๆ”

“สัญญาแล้วนะลุง”

“อื้อ สัญญา”






หมอดูมองตามคนต่างวัยทั้งสองจนลับตาหลังจากที่สองคนขอตัวกลับเมือง แล้วเดินตรงไปยังรถไฟใต้ดินเพื่อมุ่งหน้าไปเดธวอลเลย์



*


[ ณ เดธวอลเลย์ ]


แสงแดดตอนเที่ยงส่องลงมายังเดะวอลเลย์อย่างไม่ขาดสาย เมืองที่ขึ้นชื่อว่าร้อนอย่างกับเตาอบ ถ้าพูดถึงต้นไม้ไม่มีมากมายเหมือนกันเมืองอื่นๆ หากก้าวเท้าเข้ามาในเดธวอลเลย์แห่งนี้ เท้าได้สัมผัสผืนดินมากกว่าผืนหญ้าเสียอีก แต่กลับมีผู้คนเดินขวักไขว่ไม่ต่างจากเซาท์เทรินไชร์เลย

“พ่อหนุ่ม”

“อ้าว ท่านหมอดูทำไมมาถึงได้ล่ะครับ”
พ่อหนุ่มที่ว่านั้น หันกลับมาหาต้นเสียงก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ จะว่าไปเขาก็ไม่เคยเห็นหมอดูออกจากไชร์เลยนี่นะ

“ข้ามาหาเจ้าคาร์เตอร์น่ะ เห็นเขาบ้างรึเปล่า” เซนจูเลี่ยนหนุ่มพยักหน้ารับ

“เดี๋ยวผมพาไปนะครับ”

“หัวหน้ากิลลลลลลลลลล ลงไปช่วยจัดบอสในดันทีเด้”
ยังไม่ทันจะได้เดนถึงสามเก้า น้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่ากำลังหงุดหงิดดังขึ้น

“แค่บอสพวกแกก็จัดการเองได้นี่ ฉันยุ่งอยู่” เสียงหัวหน้าสมาคม “มาsS:lบิ๑ธJ” ตอบกลับไป พร้อมกับลูกกิลที่หันไปขอโทษขอโพยหมอดูที่เสียมารยาท หมอดูได้แต่พยักหน้ารับ

“ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับท่านหมอดู แต่รีบๆกลับมาช่วยก็ดีนะมันมีเป็น 10 ตัวนะโว๊ยคุณหัวกิลมีคนมาปล่อยไว้ในดัน คนยิ่งน้อยๆอยู่วันนี้” ประโยคแรกหันไปหาหมอดูแต่ประโยคหลังหันมาหาหัวหน้ากิล

“อืมๆเดี๋ยวไป”



*


“มานั่งอาบแดดอะไรตรงนี้น่ะผู้พัน ที่ร่มๆดีๆไม่ชอบ” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างหลังเรียกความสนใจจากผู้พันได้ไม่น้อย

“อ้าวท่านหมอดู ออกจากไซร์ได้ด้วยหรอ” นอกจากจะไม่ตอบคำถามผู้พันยังแอบแซวหมอดูเสียอีก

“ข้าไม่ใช่ผีเฝ้าไซร์ซะหน่อยจะได้ออกมาไม่ได้น่ะ” หมอดูเอ่ยขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากผู้พันได้มากทีเดียว

“มาหาข้าถึงนี่ คงไม่ใช่เพราะคิดถึงหรอกใช่ไหม”

“เห็นข้าเป็นคนอย่างนั้นหรอ? จริงๆก็ใช่นั่นแหล่ะ ฮ่าๆ”

“ผู้พัน”


“หือ?”

“ทำไมเจ้าถึงต้องคอยปกป้องเมืองอสุราแห่งนี้ล่ะ”

“เพราะข้ารักแผ่นดินนี้ไง”
ผู้พันเอ่ยขึ้นพร้อมกับที่มือแตะลงบนผืนดิน    

“..........”

“ข้าสัญญาไว้แล้วว่าจะต้องรักษาไว้ให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม”

“หือ? ไปสัญญากับใครไว้ล่ะ”

“กับวิญญาณของตัวเองน่ะ ฮ่าๆ”

“คำพูดนั้นฟังดูเท่ห์สุดๆไปเลยแหะ”

“หือ...งั้นหรอ ฮ่าๆ”


“แล้วถ้าข้าจะบอกเจ้าว่าเมืองอสุรากำลังจะถูกทำลาย มันจะดูใจร้ายไปไหม”
หมอดูพูดจบก็หันไปมองเสี้ยวหน้าที่เรียบเฉยของผู้ปกครองเมือง เธอแปลกใจ

“เจ้าไม่กลัวบ้างเลยหรอ หรือว่า ไม่เชื่อ”

“ข้าเชื่อว่าที่ท่านพูดเป็นความจริง”

“แต่ดูแล้วเจ้าไม่ค่อยจะตกใจเลยนะ”

“ท่านหมอดูเมืองแห่งนี้เคยถูกศัตรูทำลายมาก็ไม่ใช่น้อย คนที่สละชีวิตเพื่อเมืองนี้ก็มาก แต่เมืองนี้ก็ยืนหยัดมาได้ทุกครั้ง และคราวนี้ก็เช่นกัน”

“อะไรทำให้เจ้าคิดแบบนั้น คาร์เตอร์”

“ท่านจงเชื่อเถอะว่า แม้ว่าเมืองจะถูกทำลายกี่ครั้งก็ตาม แต่เมืองอสุราจะไม่มีวันล่มสลาย เพราะผืนแผ่นดินนี้จะไม่มีวันพ่ายแพ้”

หมอดูลอบมองรอยยิ้มบนใบหน้าย่นๆของชายอายุ 60 ที่กำลังมองต้นถั่วยักษ์ ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ยังเชื่อมั่นในเมืองแห่งนี้เสมอ เหมือนกับทุกๆคน

“อย่างงั้นรึ ฮ่าๆ งั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะ ไม่ไหวเลยเดธวอลเลย์นี่ร้อนจริงๆ”







‘คาร์เตอร์ เจ้าได้ยินเสียงอะไรไหม?’

‘ได้ยินครับท่านปู่’

‘เสียงเพลงของต้นไม้ มันเพราะใช่ไหมล่ะ’

‘ก็แค่เสียงต้นไม้ลู่ลมนี่ครับ’

‘ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ’

‘เอ๋?’

‘มันเป็นเพลงแห่งคำมั่นสัญญา’

‘สัญญาอะไรครับท่านปู่’

‘เจ้าต้นถั่วนั่นไง สัญญาไว้กับบรรพบุรุษของเมืองอสุราแห่งนี้ไงล่ะ’

‘สัญญาอะไรหรอครับ มันพูดได้ด้วยหรอ’

‘มันสัญญาด้วยเสียงเพลง แต่ปู่เองก็ไม่รู้เหมือนกันล่ะนะว่ามันสัญญาว่าอะไร ฮ่าๆ’

‘.........’

‘ที่สำคุญต้นไม้ต้นนี้น่ะเป็นต้นกำเนิดแห่งเมืองอสุรา มันยึดผืนแผ่นดินเข้าด้วยกัน เป็นต้นกำเนิดของผืนดินและผืนน้ำ พืชพรรณธรรมชาติ และแม้แต่เหล่ามอนเตอร์ด้วย’

‘..........’

‘เมืองนี้เคยถูกทำลายมาหลายครั้งหลายครา บรรพบุรุษของพวกเรามากมายสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้ไว้ รวมถึงพ่อของเจ้าก็ด้วย’

‘แล้วต้นถั่วต้นนี้ไม่เคยตายเลยหรอครับ’

‘มันไม่มีวันตาย มันก็ยึดผืนดินผืนน้ำให้เมืองนี้มาตลอดหลายร้อยปี’

‘.........’

‘ยามใดที่ชาวเมืองท้อแท้ ยามใดที่ผู้คนกำลังจะล้มลง มันจะส่งเสียงร้องออกมาเสมอๆ’

‘.........’

‘เสียงเพลงแห่งคำมั่นสัญญา’

‘ข้า...ชอบเสียงเพลงนี้จังท่านปู่’

‘ใช่ไหมล่ะ ปู่เองก็ชอบ’

‘ท่านปู่ แล้วถ้าเกิดเมืองนี้ถูกทำลายขื้นมาอีกละครับ’

‘หลานปู่เจ้าจงเชื่อเถอะว่า แม้ว่าเมืองจะถูกทำลายกี่ครั้งก็ตาม แต่เมืองอสุราจะไม่มีวันล่มสลาย เพราะผืนแผ่นดินนี้จะไม่มีวันพ่ายแพ้’

‘จริงหรอครับ’

‘ก็เจ้าต้นถั่วมันสัญญาไว้แล้วนี่’

‘งั้นข้าเองก็สัญญาว่าจะปกป้องเมืองนี้ไว้ด้วยชีวิตเช่นเดียวกัน’





สายที่ลมพัดผ่าน ทำให้เกิดเสียงเพลงดังขึ้นทั่วเมือง ผู้คนที่กำลังเดินขวักไขว่วุ่นวาย ก็พลันหยุดสองเท้าอยู่กับที่ คอยฟังเพลงจากต้นถั่ว แหงนหน้าขึ้นจนสุดมองต้นถั่วสูงใหญ่ที่ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของเมืองก็สามารถมองเห็นได้ ต้นสูงเสียดฟ้า คอยโอบอุ้มผินดินและผืนน้ำ

เพลงแห่งคำมั่นสัญญา ยังคงก้องอยู่ในหูของทุกคนเสมอ และต้นไม้นั้นจะไม่มีวันล้มลง





To be continued…





●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●●




Time : 16.12  [20/04/55]

หายไปนานมาก ฮ่าๆ ตอนนี้มีหัวหน้ากิลสุดหล่อของกิลมารด้วยนะเออ



No matter what happens
Even when discusse on me now down
I promise you
That I'll never let you go


Dhiea'Joshua

  • เด็กยุคใหม่ ไม่พูดภาษา "วิบัติ" กันนะคะ
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,326
  • อย่าเอาความงี่เง่าของตัวเอง มาเปรียบใส่คนอื่น นะจ๊ะ ♥
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: เมษายน 23, 2012, 11:55:19 »
เจิ่ดดด  woon_love

a_em579

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: เมษายน 24, 2012, 13:04:12 »
เยี่ยมมากคับ  woon_love woon_love woon_love

guy2009

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 75
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: เมษายน 25, 2012, 03:30:12 »
ชอบมากครับ woon_5555 g#014

Why?

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,409
  • อั๊ยย๊ะ!
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: เมษายน 27, 2012, 08:40:35 »
อ่านคอมเม้นแล้วชื่นใจจัง  woon_love
No matter what happens
Even when discusse on me now down
I promise you
That I'll never let you go


Why?

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 1,409
  • อั๊ยย๊ะ!
Re: ★NEVER ENDING★ ●● ASURA CITY ●● [Fiction เปิดตำนาน]
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: เมษายน 29, 2012, 14:57:53 »
NEVER ENDING
ASURA CITY




Chapter 11 : พวกเจ้าก็จงกวัดแกว่งอาวุธซะสิ! [50%]




[ณ เซาท์เทิร์นฟอท]



   ตุบ เคร้ง! ฉัวะ โครม!


   “ไอ้พวกทหารแตกทัพเขี้ยวทมิฬมันมาจากไหนกันเนี่ย ปกติมุดหัวอยู่แต่ในป่า”


   ฉัวะ!


   “อยู่ๆก็มาบุกเมืองกันแบบนี้ ไม่สวยนะเฮ้ย”


   “ไอ้คุณหัวหน้ากิลลลล รองหัวหน้ากิลลลลลคร้าบบบบบ”


   “มีอะไรอีกละวะคราวนี้”


   “ที่นอกเขตเมืองยังมีพวกมันอีกเยอะ ไปช่วยกันจัดหน่อย แฮกๆ”



   “มันมาจากไหนวะ ฮึ่ย! เดี๋ยวพ่อจะจับเชือดให้หมดเลยคอยดู”


   “ถ้าปล่อยให้มันเข้ามาบุกถึงในเมืองฟอทได้เสียชื่อกิล Evolution กันพอดี”
   


   เสียงดาบกระทบดาบ เสียงดาบกระทบมีด เสียงลูกธนู กระบี่ หรือแม้แต่ลูกปืน กระทบกันดังขึ้นเรื่อยๆโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พลเมืองมากมายร่วมกันต่อสู้ และศัตรูหลังไหลเข้ามาราวกับจงใจ


   “ทำไมมันเยอะแบบนี้วะหัวกิล”


   “แล้วผมจะไปรู้ไหมล่ะครับคุณรองกิล”


   “มันเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบนะ ไม่ต้องตอบก็ได้ เสียฟิลหมดเลยแกนี่”


   “อ้าว โทษทีละกันพรรคพวก ฮ่าๆ”



   ฟิ้วววว ปึก!


   “กรร...เจ้าพวกมนุษย์ตายซะเถอะ”


   “เหอะ! ฉันว่าแกมากว่ามั้ง”



   ฉัวะ!


สิ้นเสียงขวานอันใหญ่ ร่างศัตรูขาดสะบั้น พริบตาก็จางลงจนหายไป


   “อยู่แต่ในป่าก็ดีแล้วแท้ๆ ออกมาหาที่ตายชัดๆ”


   “ระวัง! ครับหัวกิล”
เสียงลูกกิลดังขึ้นเมื่อหมุดเหล็กแหวกผ่านอากาสหมายจะปักกลางอกเบอร์เซอร์เกอร์


   ฟิ้ว เคร้ง!


   หมุดเหล็กตกกระทบพื้นหลังจากที่ถูกกระบี่เล่มยาวเบี่ยงวิถีลงอย่างฉิวเฉียด


   ‘เกือบซี้ม่องเท่งแล้วไหมล่ะ’ เบอร์เซอร์เกอร์คิดในใจ แต่เมื่อหันไปเจอคนที่ช่วยเอาไว้ทำเอาคนถูกช่วยแทบลงไปดิ้นกับพื้น


   “ประมาทเกินไปแล้วมั้งคุณหัวกิลอีโว ฮ่าๆ” กระบี่เล้มยาวถูกเจ้าของพาดขึ้นบ่าด้วยท่าทางกวนพร้อมกับเสียงหัวเราะลั่น


   “ให้ตายเถอะโรบิ้น คนอย่างฉันถึงขั้นต้องให้แกมาช่วยเลยหรอเนี่ย น่าอนาถสุดๆ”


   “พูดกับคนที่เพิ่งช่วยชีวิตแบบนี้ได้ไงหะ แล้วไหนคำขอบคุณล่ะ”


   “ไม่ได้ขอให้ช่วยเลยเหอะ แต่ก็ขอบใจ ไอ้คุณหัวกิลมาร”



   “เฮ้ๆ เรียกชื่อกิลให้เต็มๆหน่อยรู้สึกเหมือนโดนด่ายังไงก็ไม่รู้......เฮ้ย!”


   ฉัวะ! ตุบ


   “หายกันแล้วนะคุณหัวกิลมาร” คนถูกช่วยหันไปมองหมุดเหล็กที่ตกอยู่กับพื้น พร้อมๆกับขวานลอยกลับไปที่มือของเจ้าของ เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่ใช่ว่าตกใจกับหมุด แต่ตกใจกับขวานอันใหญ่ที่ลอยมาเฉียดหน้าต่างหาก อีกฝ่ายอยากจะช่วยน่ะเข้าใจ แต่ขว้างมาแบบนี้แทบหัวใจวายกันเลยทีเดียว


   “ทีหลังอย่าไปช่วยใครเขาอย่างนี้อีกนะนายน่ะ หัวใจจะวาย” หัวกิลอีโวไม่ตอบได้เพียงแต่หัวเราะดังลั่นตอนที่เห็นใบหน้าตกใจของเซนจูเลี่ยนหนุ่ม


   “น่าจะปล่อยให้โดนหมุดเหล็กปักทะลุอกนะนั่น” เสียงรองหัวหน้ากิลมารดังขึ้นข้างหลัง พร้อมกับเดินมาสมทบหัวหน้ากิลหลังจากที่มองเหตุการณ์มาตั้งแต่แรก


   “ก็จริงของแก.....อ้าวสวัสดีตอนเช้ารองหัวหน้ากิลอีโว” 


   “ฉันเพิ่งจะรู้ว่าบ้านนายสวัสดีตอนเช้ากันตอนเที่ยงยี่สิบนะ”


   “เผอิญฉันมันอินดี้น่ะ ไม่ชอบเหมือนใครฮ่าๆ”
รองกิลอีโวได้แต่ส่ายหน้าด้วยไม่รู้จะว่ายังไงดี ก่อนจะถูกขัดขึ้นด้วยเสียงใครสักคน


   “เอ๊าๆๆๆๆคุณหัวหน้ากิลและรองหัวหน้ากิลทั้งหลายครับพวกมันมีอีกเป็นร้อยมาช่วยกันหน่อยเซ้”


   “รู้แล้วน่า จะซัดให้ลืมทางกลับบ้านเลยคอยดู”
ไม่พูดเปล่าหัวหน้ากิลทั้งสองเดินไปข้างหน้าพร้อมกับหักนิ้วมือดังกร๊อบแกร๊บ


   “นายไม่ตามไปรึไงคุณรองกิลอีโว” รองกิลมารหันมาถามเมื่อไม่เห็นคนข้างๆกระดิกตัวไปไหน


   “ศัตรูแค่สองสามร้อยคนไม่คณามือหัวกิลหรอกไปสองคนก็เกินพอ แล้วไหนจะมีชาวเมืองฟอทอีกเยอะ ที่สำคัญอยากจะไปตรวจสอบอะไรหน่อย”


   “หือ? สงสัยอะไรกับหมุดเหล็กสองอันนั่น”
รองกิลมารเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยที่อีกคนหยิบหมุดเหล็กสองอันที่ตกอยู่กับพื้นขึ้นมา


   “มันลอยมาจากทางไหน นายพอจะเห็นไหม?”


   “ไม่เห็นแต่มันก็คงเป็นพวกทหารเขี้ยวทมิฬที่มันซุ่มอยู่แถวๆนี้นั่นแหล่ะ”


   “ไม่ใช่หรอก มันจะบังเอิญเกินไปไหม”


   “ทำไมล่ะ”


   “เอาไปดูสิ”
รองกิลอีโวพูดพร้อมกับโยนหมุดเหล็กสองอันไปให้อีกคน


   “นี่มัน.....”


   “ทหารเขี้ยวทมิฬที่ไหน ใช้หมุดเหล็กที่ทำจากเควสการงานบ้างล่ะ สงสัยงานนี้พวกหัวกิลทั้งหลายคงโดนหมายหัวซะแล้วมั้ง”






[50%]
No matter what happens
Even when discusse on me now down
I promise you
That I'll never let you go