ผู้เขียน หัวข้อ: เยติ !! มีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงตำนาน อย่างรู้ คลิ๊ก !!  (อ่าน 20503 ครั้ง)

AlenNa

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 327
  • -คนที่คุณก็รู้ว่าใคร-


kantiya011555

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
เยติ หรือ มนุษย์หิมะ (อังกฤษ: Yeti, Abominable Snowman) [1] เยติ เป็นชื่อที่ใช้เรียกสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ในความเชื่อของชาวเชอร์ปา ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศเนปาลและธิเบต โดยเชื่อว่าเยติ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่คล้ายมนุษย์ผสมกับลิงไม่มีหางคล้าย กอริลลา มีขนยาวสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลดำปกคลุมทั้งลำตัว โดยปรกติแล้ว เยติเป็นสัตว์ที่มีนิสัยสงบเสงี่ยม แต่อาจดุร้ายโจมตีใส่มนุษย์และสัตว์เลี้ยงได้ในบางครั้ง

เยติ ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของชาวเชอร์ปามาอย่างช้านาน โดยถูกกล่าวถึงในนิทานและเพลงพื้นบ้าน และเรื่องเล่าขานต่อกันมาถึงผู้ที่เคยพบมัน นอกจากนี้แล้วยังปรากฏในศิลปะของพุทธศาสนานิกายมหายานแบบธิเบต โดยปรากฏเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดลามะอายุกว่า 300 ปี และปัจจุบันนี้ ก็มีสิ่งที่เชื่อว่าเป็นหนังศีรษะของ เยติถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในวัดลามะแห่งหนึ่งในคุมจุง ซึ่งนับว่าเยติเป็นสัตว์ที่ถูกกล่าวอ้างถึงยาวนานกว่าสัตว์ประหลาดที่มี ลักษณะคล้ายกันชนิดอื่นที่พบในอีกซีกโลก เช่น บิ๊กฟุต หรือ ซาสควอทช์

นอกจากคำว่าเยติแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ที่เรียกเยติ เช่น เธลม่า (Thelma), แปลว่า "ชายตัวเล็ก" เชื่อว่ามีนิสัยรักสงบ ชอบสะสมกิ่งไม้และชอบร้องเพลงขณะที่เดินไป, ดซูท์เทห์ (Dzuteh) เป็นเยติขนาดใหญ่ มีขนหยาบกร้านรุงรัง มีนิสัยดุร้ายชอบโจมตีใส่มนุษย์, มิห์เทห์ (Mith-teh) มีนิสัยคล้ายดซูท์เทห์ คือ ดุร้าย มีขนสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลดำ, เมียกา (Mirka) แปลว่า "คนป่า" เชื่อว่าหากมันพบเห็นสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ มันจะทำร้ายจนถึงแก่ความตาย, คัง แอดมี (Kang Admi) แปลว่า "มนุษย์หิมะ" และ โจบราน (JoBran) แปลว่า "ตัวกินคน" เป็นต้น

ซึ่งเรื่องราวของเยติที่โจมตีใส่มนุษย์นั้น ได้ถูกทำเป็นรายงานส่งไปยังเมืองกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ซึ่งปากคำของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถูกบันทึกโดยอาสาสมัครชาวอเมริกันที่ทำงานในเนปาล โดยผู้ถูกทำร้ายเป็น เด็กหญิงชาวเชอร์ปาคนหนึ่ง โดยเธอบอกว่าขณะกำลังนำจามรีไปดื่มน้ำที่ลำธาร เยติตัวหนึ่งก็โผล่มาทำร้ายเธอ แต่เธอกรีดร้องลั่น จนมันปล่อยเธอ และหันไปทำร้ายจามรีของเธอจนมันถึงแก่ความตายด้วยการบิดเขาและหักคอ

เรื่องราวเยติเป็นที่สนใจของชาวตะวันตก เมื่อชาวตะวันตกได้เข้ามาบุกเบิกและยึดครองดินแดนแถบนี้ ได้มีการตามล่าและค้นคว้าเกี่ยวกับเยติ ซึ่งก็ได้พบกับหลักฐานการมีอยู่ของเยติมากมาย ทั้ง รอยเท้า, ขนและมูล และแม้กระทั่งประจักษ์พยานที่เคยได้พบเห็น ซึ่งโดยมากเป็นนักปีนเขา ซึ่งหลักฐานส่วนใหญ่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นรูปถ่าย โดยรูปถ่ายของรอยเท้าเยติรูปแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1921 โดยถ่ายไว้ได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 5,029 เมตร

มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเยติไว้มากมาย เช่น เชื่อว่ามันอาจเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขานี้ เช่น หมีสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นหมีชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมาก, เสือดาวหิมะ, อีกาปากแดง ที่มักจะทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นหิมะด้วยการกระโดด หรือแม้แต่เป็นชะนีขนาดใหญ่ แต่มีนักสัตววิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับรอยเท้าของเยติ กล่าวว่า รอยเท้าของเยติบ่งว่า เยติมีเท้าที่ไม่เหมือนกับหมีหรือสัตว์ชนิดอื่นใดเลย นอกจากสัตว์ในอันดับไพรเมทอันเป็นอันดับเดียว กับ มนุษย์ และลิงไม่มีหาง แต่มีสิ่งที่แปลกออกไปคือ นิ้วเท้านิ้วที่ 2 มีขนาดใหญ่ และมีกระดูกอุ้งเท้าที่สั้นผิดปกติ ดูคล้ายกับเท้าของลิงยุคก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gigantopithecus จึงทำให้เชื่อได้ว่า เยติอาจเป็นลิงชนิดนี้ที่เคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วก็เป็นได้ นอกจากนี้แล้วยังได้ข้อสรุปว่า เยติเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีโครงสร้างของร่างกายใหญ่และหนาทึบ และเดินด้วยสองขาหลังเหมือนมนุษย์

ในปี ค.ศ. 1960 เซอร์เอดมันด์ ฮิลลารี ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นคนแรกของโลก ได้กลับมายังเทือกเขาหิมาลัยอีกครั้ง พร้อมด้วยอุปกรณ์และลูกหาบมากมายเพื่อค้นหาเยติ แต่ทว่ากว่า 10 เดือนที่เขาต้องทนหนาวอยู่ที่นี่ ฮิลาลารีไม่ได้พบเจอเยติเลย เขาหัวเสียมากและประกาศลั่นว่า เยติไม่มีอยู่จริง

ในต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 นักวิทยาศาสตร์จากหลายชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, เอสโตเนีย, สวีเดน, จีน และมองโกเลีย ได้รวมตัวกันเพื่อประชุมและตามล่าเยติที่ภูมิภาคเคเมโรโว ในแคว้นไซบีเรีย ของประเทศรัสเซีย และสถานที่ใกล้เคียง เช่น เทือกเขาอัลไต เพราะมีรายงานการพบเห็นเยติในแถบนี้มากถึง 3 เท่าจากเมื่อ 20 ปีก่อน โดยพบรอยเท้าขนาด 35 เซนติเมตร หรือสิ่งก่อสร้างที่คล้ายกระท่อมอย่างง่าย ๆ จากกิ่งไม้ก็ถูกพบ ทำให้คาดว่ามีเยติในภูมิภาคนี้มากถึง 70-80 ตัว และนับเป็นการล่าเยติอย่างจริงจังที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 ที่สถาบันวิทยาศาสตร์ของสหภาพโซเวียต ลงทีมไปสำรวจในพื้นที่ทางตะวันตกของไซบีเรีย เพื่อตามจับเยติ[2]

จากชื่อเสียงและปริศนาของเยติ ส่งผลให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีค่าในเชิงการค้า จนเสมือนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศเนปาล และเทือกเขาหิมาลัย เช่น สายการบินประจำชาติของเนปาลที่ชื่อ เยติแอร์ไลน์ และเป็นของโรงแรมชื่อ Yak and Yeti เป็นต้น (Yak หมายถึง จามรี)

นอกจากนี้แล้วยังปรากฏในวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายอย่าง เช่น เป็นตัวละครในเกมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เช่น Diablo II, World of Warcraft และเป็นตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 2008 เป็นต้น
ถ้ายาวเกินไปบอกนะคะเดี๋ยวจะเอาไปย่อให้-0-  g#004 g#004 g#004 g#031 g#031

Chogie.z

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13,380
  • `กิ้กี้ ♥
เอาไปย่อที
♥ baeless.

kantiya011555

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
เรื่องบิ๊กฟุตนะคะเอามาลงเผื่อสนใจ g#040
บิ๊กฟุต (อังกฤษ: Bigfoot) หรือชื่อที่แปลตรงตัวว่า "ไอ้ตีนโต" เป็นสัตว์ลึกลับที่เชื่อว่ามีรูปร่างคล้ายมนุษย์ พบในสหรัฐอเมริกา และทวีปอเมริกาเหนือ โดยชื่อที่เรียกมีที่จากรอยเท้าที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่ใหญ่โตกว่ามาก โดยที่ในแคนาดาเรียก "ซาสควาทช์" (Sasquatch) และมีสัตว์ลักษณะคล้ายเคียงกันพบที่เทือกเขาหิมาลัยในเนปาล เรียกเป็นภาษาพื้นเมืองว่า "เยติ" (Yeti) หรือ มนุษย์หิมะ ที่ออสเตรเลียก็มีสัตว์ลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ เรียกว่า "โยวี่" (Yowie) เป็นต้น
เอาเป็นเรื่องการพบเห็นก่อนนะคะเดี๋ยวมาต่อให้เดี๋ยวจะอ่านเยอะ
หลักฐานแรกที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของบิ๊กฟุตเป็นครั้งแรก เกิดขึ้นปี ค.ศ. 1811 ในเมืองจัสเปอร์ ประเทศแคนาดา โดยพบรอยเท้าบนหิมะซึ่งมีขนาดยาว 14 นิ้ว กว้าง 8 นิ้ว พบโดย เดวิด ทอมป์สัน ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเกี่ยวกับบิ๊กฟุต

เรื่องราวของบิ๊กฟุตที่โด่งดังและเหลือเชื่อที่สุด เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1924 มีการพบเห็นมันอย่างจังถึง 3 ครั้งใหญ่ ๆ ด้วยกัน ครั้งแรกโดย อัลเบิร์ต ออสมาน ชาวแคนาดา เขาอ้างว่าถูกครอบครัวบิ๊กฟุตครอบครัวหนึ่งจับไปกักขังไว้และเกิดหนีออกมา ได้ในภายหลัง โดยการหลอกล่อให้มันกินกาแฟกระป๋อง ผู้ที่เจอมันครั้งที่สอง คือกลุ่มนักขุดแร่แถบภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ ในรัฐวอชิงตัน ซึ่งยิงบิ๊กฟุตตัวหนึ่งตาย และในคืนนั้นพวกเขาก็ถูกฝูงบิ๊กฟุตของเจ้าตัวที่ตายไปมารุมรังควานตลอดคืน สถานที่พบบิ๊กฟุตครั้งสุดท้ายในปีเดียวกัน นี้ยังคงเป็นแถบภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์อีก แต่คราวนี้เป็นนักสำรวจแร่ซึ่งถูกฝูงบิ๊กฟุตขว้างก้อนหินใส่กระท่อมที่เขา พักแทบทั้งคืนเช่นกัน เมื่อตื่นเช้ามาเขาก็พบรอยเท้าขนาดใหญ่รอบกระท่อมเต็มไปหมด

kantiya011555

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
ได้ค่ารอสักครู่-0- #038 #038 #038 #038

kantiya011555

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
ที่จิงน่าจาไม่สักครู่นะคะ-0- woon_sunny woon_sunny-0-ดูไปดูมามันก้อยาวเหมือนกัน

kantiya011555

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
เยติเป็นมนุษย์ยักษ์ สูงราว 9-10 ฟุต เท้าใหญ่ อยู่ในพื้นที่หนาวเย็น เยติ (หรือที่ชาวพื้นเมืองเรียกว่า "รัคชาส์" แปลว่า มาร) พบครั้งแรกในปี 1832 โดยชาวอังกฤษในเนปาล หลังจากเรื่องของเขาเป็นข่าว ก็มีรายงานการพบเยติมากมายหลายครั้งตามภูเขา เช่นทางตอนเหนือของสิกขิม ภูฐาน ไปจนถึงเมืองจีน
ในปี 1913 มีรายงานว่านักล่าสัตว์ชาวจีนที่ซินเกียงจับมนุษย์ประหลาดได้ตัวหนึ่งในสภาพ บาดเจ็บ เรียกมันว่า มนุษย์หิมะ ร่างนั้นขนดกเหมือนลิง ขนสีเหลืองยาวหลายนิ้ว แขนขาเหมือนคน หลังจากจับมันขังได้นานห้าเดือนมนุษย์หิมะตัวนั้นก็ตายไปในที่สุด หลังจากนั้นมีรายงานการพบมนุษย์ประหลาดบ้าง รอยเท้ามนุษย์ประหลาดบ้าง มากมายนับครั้งไม่ถ้วน บางรายพบมันในเทือกเขาหิมาลัยในระดับสูงถึง 17,500 ฟุต
ในปี 1938 มีรายงานว่าเยติช่วยชีวิตนักเดินทางจากความตาย เยติอุ้มนักเดินทางไปในถ้ำโบราณ ให้อาหารและดูแลจนนักเดินทางรอดตาย
ผ่านไปสิบปี มีรายงานฉบับตรงข้ามกัน คือเยติทำร้ายนักเดินทางที่สิกขิม
แม้แต่นักไต่เขาที่ชื่อ เทนซิง ที่ปีนเขาเอเวอเรสต์พร้อมกับ เซอร์ เอ็ดมัน ฮิลราลี ก็ยังบอกว่าเคยเห็นเยติ
สุดท้าย...เยติมีจริงหรือไม่...ถ้ามี...ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน...เยติยังคงเป็นความลับต่อไป  เอาย่อในหนังสือละกันมานยาวแล้วก้อมียุเว็บนี้ด้วยนะ>>>>>http://atcloud.com/stories/36718 g#033 g#0339k]ตาลาย-0-
ลักษณะนิสัยของตัวเยติ
- เยติเป็นคนที่มีจิตใจดี
- รักเพื่อนรักฝูง
- ชอบอากาสเย็น
- อ่อนโยน
- น่ารัก
- กตัญญู
- ไม่ชอบกินเผ็ด
- กินเหล้าผสมโซดา
- ชอบดูหนัง
- ไม่เจ้าชู้