ผู้เขียน หัวข้อ: "Cryptocurrency คือการเงินเปลี่ยนโลก" คำนี้ยังใช้ได้กับปี 2021 อีกไหม?  (อ่าน 28 ครั้ง)

janeekimm95

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 55
   เมื่อพูดถึงการลงทุนแห่งศตวรรษที่ 21 ปฏิเสธไม่ได้ว่า Cryptocurrency คือ หนึ่งในการลงทุนที่ใครต่อใครต่างพูดถึงในเรื่องของโอกาสการสร้างผลตอบแทนมหาศาลในเวลาอันสั้น ซึ่งสำหรับช่วงปี 2020 - 2021 นี้นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาทองของตลาด Crytocurrency เมืองไทยเลยก็ว่าได้ เพราะ นอกจากราคาของ Crytocurrency อย่าง Bitcoin และ Dogecoin นับว่าได้สร้างปรากฏการณ์ราคาทะยานสูงเกิน 2 ล้านบาทโดยใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือนจนทำให้เกิดนักลงทุนหน้าใหม่ในตลาดมากมายแล้ว แพลตฟอร์มการลงทุนต่าง ๆ ก็ยังออกมาสู้ในเรื่องของค่าธรรมเนียมการลงทุนที่ถูกกว่าการลงทุนอื่น ๆ จึงทำให้ตลาดสกุลเงินดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ ยิ่งคึกคักเข้าไปใหญ่

   แต่ทุกการลงทุนมีขาขึ้นก็ย่อมมีขาลง ซึ่งนับตั้งแต่เหตุการณ์ TO THE MOON ของเจ้าพ่อ IT อย่าง Elon Mask จาก Tesla ที่ไม่เป็นไปตามคาดกลับทำให้ราคา Bitcoin และ Cryptocurrency สกุลอื่น ๆ ต้องตกวูบลงไปเกือบ 1 ล้านบาท รวมถึงเหตุการณ์การโจรกรรมทางไซเบอร์ที่ใช้ Cryptocurrency เป็นสื่อกลางอย่างเรื่อง DeFi100 ก็ส่งผลกระทบต่อราคา Cryptocurrency อีก และในเมื่อเป็นเช่นนี้ Cryptocurrency ที่ใครว่าคือ การเงินเปลี่ยนโลก ยังควรค่าแก่การลงทุนต่อไปหรือไม่
   ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ หรือมือเก่าที่คร่ำหวอดในวงการ Cryptocurrency ถ้าหากใครกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ วันนี้เราจะขอชวนทุกคนไปพิจารณา 3 ปัจจัยก่อนตัดสินใจว่า จะไปต่อหรือพอกับสนามลงทุนนี้กันแน่


1.พิจารณาทิศทางตลาดย้อนหลังให้ดี
   นับตั้งแต่เปิดปี 2020 จนมาถึงปี 2021 นี้ การลงทุนใน Cryptocurrency นั้นถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ผันผวนมากที่สุดแบบหนึ่งเท่าที่เคยมีมา ดังนั้น หากใครกำลังชั่งใจว่าจะไปต่อหรือจะลาจากการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลนี้ เราอยากขอให้คุณกลับมาพิจารณาอีกสักหนึ่งรอบว่า ถึงแม้จะมีโอกาสทำกำไรได้สูงก็จริง แต่ทุกการลงทุนก็ย่อมมีความเสี่ยงในทุกการตัดสินใจ แล้วถ้ามองในระยะยาว เราจะไหวและรับได้ไหมหากต้องชั่งใจและพิจารณาราคาที่เปลี่ยนแปลงตลอดจากปัจจัยที่พอจะคาดเดาได้และไม่ได้ เช่น บางวัน Cryptocurrency คือการลงทุนที่เหมาะกับเรา เพราะเราพอรู้การทำงานของกราฟ และทิศทางของตลาด ในขณะที่บางวัน Elon Mask ทวีตอะไรสักอย่างลงทวิตเตอร์แล้วทำให้ทฤษฎีที่เคยเข้าใจกลับใช้ไม่ได้เอาซะอย่างงั้น เป็นต้น ดังนั้น ลองกลับไปถามตัวเองให้ดี ๆ ว่า หากเจอปัจจัยแบบนี้เข้ามาป่วนราคาในระยะยาว เรายังจะรับได้ไหม

2.ก่อนตัดสินใจออก ถามตัวเองก่อนว่าเราศึกษาและเข้าใจธรรมชาติของ Cryptocurrency มากพอไหม

   เป็นที่รู้กันว่า ราคาของเหรียญนั้นเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในตลาดมากมาย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ราคาตกไม่ว่าจะเหตุผลใดก็แล้วแต่ นักลงทุน โดยเฉพาะมือใหม่กลับถอดใจไปดื้อ ๆ และคิดแต่เพียงว่า Cryptocurrency คือการลงทุนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง และไม่ได้ราคาเหมือนที่รู้ ซึ่งหากใครกำลังจะถอดใจ เพราะเหตุผลนี้อยู่ เราอยากขอให้ทุกคนกลับมาตั้งหลัก และกลับไปพิจารณา Cryptocurrency สกุลที่มีอยู่ก่อนว่า ธรรมชาติของเหรียญนั้น ๆ เป็นอย่างไร มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และต้องอาศัยความเข้าใจในตัวเหรียญมากเพียงใด เพราะอย่าลืมว่าทุกการลงทุน คือ ความเสี่ยง ดังนั้น ต่อให้ตลาดจะนิ่งเพียงใด แต่ถ้าไม่เข้าใจกลไกของตัวเหรียญก็ยังมีสิทธิขาดทุนอยู่ดี

3.พิจารณาความปลอดภัย และการดูแลพอร์ตตัวเอง
ราคา Cryptocurrency นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างมาก ซึ่งนอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ความปลอดภัยของตัวแพลตฟอร์มเองก็ส่งผลต่อราคาได้เช่นกัน เป็นที่รู้กันว่า Cryptocurrency คือ สกุลเงินดิจิทัลที่สามารถลงทุน รวมถึงซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ทำงานบนระบบ Blockchain แน่นอนว่าทุกการซื้อขายนั้นปลอดภัย และมีการเข้ารหัสที่เรียกว่า  "Cryptography" เอาไว้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ดูแลความปลอดภัยเลย เพราะ อย่าลืมว่าจากกรณี DeFi100 ที่ชวดเงินนักลงทุนไปมากกว่า 1,000 ล้านบาทก็เกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งที่นักลงทุนไม่ได้พิจารณาถึงความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นี้ราคาของ Cryptocurrency เองก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากเราต้องมาห่วงหน้า พะวงหลังในหลาย ๆ เรื่องพร้อมกัน ลองถามตัวเองอีกสักรอบว่า “ยังรับไหวไหม”